Passive Smoking คืออะไร และทำไมคนไม่สูบก็เสี่ยงป่วยได้

Passive Smoking คืออะไร และทำไมคนไม่สูบก็เสี่ยงป่วยได้
April 20, 2026

Passive Smoking คืออะไร และทำไมคนไม่สูบก็เสี่ยงป่วยได้

Passive Smoking หรือที่เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า การได้รับควันบุหรี่มือสอง หมายถึงการที่บุคคลไม่ได้สูบบุหรี่เองโดยตรง แต่ได้รับสารพิษจากควันที่เกิดจากบุหรี่ของผู้อื่น ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญทั่วโลก การได้รับควันบุหรี่มือสองนี้ทำให้คนที่ไม่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรค เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็งปอด และโรคระบบทางเดินหายใจต่าง ๆ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าทุกปีมีผู้เสียชีวิตกว่า 1.2 ล้านคนจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง แม้จะไม่ได้เป็นผู้สูบเองก็ตาม

คำจำกัดความของ Passive Smoking จากงานวิจัย

Passive Smoking ถูกกำหนดไว้โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา (NIH) ว่าเป็นการได้รับควันบุหรี่ที่ไม่ใช่การสูบบุหรี่โดยตรง ซึ่งประกอบด้วยควันที่ผู้อื่นสูดเข้าไป และควันที่ระเหยออกมาจากบุหรี่ที่กำลังถูกจุดอยู่ รวมถึงควันที่หลงเหลือในอากาศ

ลักษณะสำคัญของ Passive Smoking คือความเข้มข้นของสารพิษขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม เช่น ขนาดห้อง ระยะห่างจากคนสูบบุหรี่ และการระบายอากาศ ปัจจุบันพบว่าควันบุหรี่มือสองประกอบด้วยสารพิษกว่า 7,000 ชนิด ซึ่งมีสารก่อมะเร็งมากกว่า 70 ชนิด

นอกจากนี้ Passive Smoking ยังแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักคือ:

  • ควันบุหรี่มือหนึ่งที่ผู้อื่นสูดออกมา (Mainstream smoke)
  • ควันที่ระเหยออกจากปลายบุหรี่ที่จุดอยู่ (Sidestream smoke)

ผลกระทบต่อสุขภาพจาก Passive Smoking

ผลกระทบจากการได้รับ Passive Smoking ถูกศึกษาจากหลายงานวิจัยทั่วโลก พบว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่แต่สัมผัสกับควันบุหรี่มือสอง มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในโรคดังนี้

โรคหัวใจและหลอดเลือด

การได้รับควันบุหรี่มือสองส่งผลให้หลอดเลือดเกิดการอักเสบและการแข็งตัวของหลอดเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งนำไปสู่ความเสี่ยงโรคหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง โดยศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) ระบุว่าควันบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจได้ถึง 25-30%

โรคมะเร็งปอด

แม้ไม่สูบบุหรี่เอง แต่การได้รับควันบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดได้ถึง 20-30% โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ประเมินว่าควันบุหรี่มือสองเป็นสาเหตุหนึ่งของมะเร็งปอดในคนที่ไม่สูบบุหรี่

โรคระบบทางเดินหายใจ

การได้รับ Passive Smoking เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ไอเรื้อรัง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) โดยเฉพาะในเด็กและผู้สูงอายุที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

Passive Smoking คืออะไร และทำไมคนไม่สูบก็เสี่ยงป่วยได้

สถิติและสถานการณ์ Passive Smoking ในประเทศไทย

ในประเทศไทย จากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2565 พบว่าประมาณ 27% ของประชากรไทยยังคงสัมผัสกับควันบุหรี่มือสองในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในที่ทำงานและในบ้าน ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่มีความเสี่ยงป่วยเพิ่มขึ้นเนื่องจากการสัมผัสควันดังกล่าว

นอกจากนี้ พื้นที่ที่มีการห้ามสูบบุหรี่ชัดเจนยังมีผลช่วยลดการสัมผัส Passive Smoking ได้อย่างมีนัยยะ โดยกรมควบคุมโรคได้รณรงค์เพิ่มการสร้างพื้นที่ปลอดบุหรี่ (Smoke-free zones) เพื่อสุขภาพของประชาชน

วิธีป้องกันและลดความเสี่ยงจาก Passive Smoking

การป้องกัน Passive Smoking เน้นที่การลดและจำกัดการสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะและในบ้าน โดยมาตรการสำคัญ ได้แก่

  • ออกกฎหมายและข้อบังคับห้ามสูบบุหรี่ในสถานที่สาธารณะและพื้นที่ทำงาน
  • สนับสนุนและส่งเสริมพื้นที่ปลอดบุหรี่ในชุมชนและสถานที่ต่างๆ
  • ให้ความรู้และสร้างความตระหนักเรื่องอันตรายของ Passive Smoking ให้กับประชาชน
  • ส่งเสริมให้ผู้สูบบุหรี่เลิกสูบบุหรี่ ด้วยการใช้บริการบำบัดและให้คำปรึกษา

สำหรับบุคคลทั่วไป ควรหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีควันบุหรี่ และระบายอากาศในบ้านให้ดี เพื่อลดโอกาสได้รับควันบุหรี่มือสอง

บทสรุปและข้อเสนอแนะ

Passive Smoking หรือการได้รับควันบุหรี่มือสองเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้ามแม้บุคคลนั้นจะไม่สูบบุหรี่เองก็ตาม การได้รับสารพิษจากควันบุหรี่มือสองเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงหลายชนิด เช่น โรคหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคทางเดินหายใจ ซึ่งในประเทศไทยยังคงมีประชาชนจำนวนมากที่สัมผัสกับควันบุหรี่มือสองในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การสร้างสภาพแวดล้อมปลอดบุหรี่และส่งเสริมการเลิกสูบบุหรี่ในสังคมจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง การให้ความรู้และตระหนักถึงผลเสียของ Passive Smoking จะช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของคนไทยได้ในระยะยาว

ผู้ที่สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากรายงานขององค์การอนามัยโลก (WHO) และกรมควบคุมโรค รวมถึงร่วมมือกันรณรงค์ลดการสูบบุหรี่ในที่สาธารณะเพื่อสุขภาพที่ดีของทุกคน